สิทธิเด็ก
ศาสนากับห้องเรียน
1 สิงหาคม 2019
BY ภิญญดา ทุนคำ
Scroll to read more

STORY CONTINUES

เขียนและถ่ายภาพโดย: ภิญญดา ทุนคำ

ประเทศไทยมีประชากรส่วนใหญ่เป็นชาวพุทธ แน่นอนว่าการเรียนรู้เกี่ยวกับศาสนาในหลักสูตรการศึกษาของเรา จึงเน้นไปที่ศาสนาพุทธเป็นหลัก แต่เด็กและเยาวชนมีความสนใจและใฝ่รู้เกี่ยวกับความหลากหลายของศาสนาในโลกมาโดยตลอด เพียงแต่พวกเขาอาจจะยังขาดโอกาสที่จะได้เล่าเรียนเรื่องนี้อย่างแท้จริง หรือไม่ได้ใกล้ชิดกับคนรอบข้างที่มีความแตกต่างทางศาสนาและความเชื่อมากเท่าที่ควรความเข้าใจในเรื่องศาสนาที่หลากหลายของนักเรียนไทย จึงเป็นประเด็นที่โครงการยูรีพอร์ตอยากฟังเสียงจากเยาวชนมากขึ้น  วันนี้เราได้มีโอกาสพูดคุยกับนางสาวมูนา สันหรน หรือ มูนา สาวมุสลิมหน้าคมและนักศึกษาจบใหม่ ที่ผันตัวมาเป็นคุณครูในโครงการผู้นำการเปลี่ยนแปลงของ Teach For Thailand ที่โรงเรียนวังข่อยพิทยา จังหวัดนครสวรรค์ ซึ่งมีนักเรียนเกือบทั้งหมดเป็นชาวพุทธ


ประสบการณ์ครูมุสลิมในโรงเรียนพุทธ

 

ตั้งแต่ก้าวแรกที่เข้ามาในโรงเรียนวังข่อยพิทยา ก็คือรู้สึกได้เลยว่าทุกสายตามองมาที่เรา ก็คือเราเป็นครูใหม่แล้วก็อาจจะเพราะเป็นการแต่งกายของเราที่อาจจะดูแปลกตาไปสำหรับคนในพื้นที่ที่อาจจะยังไม่คุ้นชินกับการแต่งกายของมุสลิม ในพื้นที่นี้ ไม่มีชาวมุสลิมเลย จะเป็นชาวไทยพุทธ 100% เลยค่ะ

พอเราขึ้นพูดหน้าเสาธงว่าเราเป็นคนภาคใต้มาจากจังหวัดสงขลา เด็กก็ดูสนใจในกริยาบทของเราแม้กระทั่งสายตาที่ส่งมาแบบ ดูอย่างละเอียด พอเราเข้าสอนก็แนะนำตัว และในช่วงท้ายคาบเราก็อนุญาตให้นักเรียนได้ถามคำถามกับเรา ก็มีเด็กยกมือถามคำถามอย่างเช่น ทำไมครูต้องใส่ผ้าคลุมผมด้วย? ครูต้องแต่งกายอย่างนี้เพราะอะไร? ครูนับถืออะไร? ครูกราบไหม?”

 

เหตุการณ์วันแรกที่เข้าสอนเป็นตอนเที่ยง เรากำลังจะละหมาด เวลาละหมาดจะมี 5 เวลา ซึ่งตอนเที่ยงหลังจากที่กินข้าวเสร็จก็ขึ้นมาตั้งใจจะมาละหมาด เด็กก็ดูอยู่ว่าเราจะทำอะไร ครูไปไหน? ครูไปอาบน้ำอะไรเหรอ? เราก็อธิบายว่าเป็นการอาบน้ำละหมาด เขาก็ถามต่ออีกว่า การละหมาดคืออะไร? เราก็อธิบายว่าเป็นการเข้าเฝ้าพระเจ้า เป็นการแสดงความเคารพ การสักการะ การกราบไหว้ขอบคุณพระเจ้า แล้วเราก็อธิบายเพิ่มเติมไปว่าวันหนึ่งเราต้องทำกี่เวลา เด็ก ๆก็เลยมาดูกันว่าเราทำยังไง

 

เป็นครั้งแรกที่กำลังละหมาดแล้วรู้สึกมีคนมาจ้องเราเกือบ 20 สายตา

 

ตอนพักเที่ยงพอครูจะลงไปกินข้าวกัน พี่ก็หามุมหนึ่งของห้องละหมาดเพื่อจะละหมาด เด็กก็มาดูเหมือนว่าอยากรู้ว่าเราจะทำอะไร อยากมาดู อยากมาเห็น เราก็บอกไปเรื่องพิธีกรรม พิธีต่าง ๆของศาสนา จนมาถึงวันนี้ทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับศาสนาอิสลามที่เขาไม่รู้ เขาก็จะพยายามถามเราอยู่เสมอๆ เช่น ครูละหมาดหรือยัง? แบบไหน? กี่เวลา? การแต่งกายของครูเป็นยังไงบ้าง?”

 

ล่าสุด มีเด็กผู้หญิงคนหนึ่งไปหาข้อมูลเพิ่มเติมมาว่าการแต่งกายของผู้หญิงมุสลิมมันต้องเป็นแบบไหน คือ มีนักเรียนอีกคนหนึ่งถามเราขึ้นมาในห้องว่าทำไมไม่แต่งแบบนี้บ้าง เราก็อธิบายว่า อ๋อ ถ้าแต่งแบบนี้ยังไม่เรียบร้อยนะ ไม่เหมาะสม แล้วเด็กผู้หญิงคนนี้ที่ไปหาข้อมูลมาก็อธิบายขึ้นมาในห้องว่า เพราะอย่างนี้ มีเหตุผลอย่างนี้นะถึงทำให้ครูไม่สามารถแต่งกายอย่างนี้ได้ เราก็ตกใจนะว่า อ้าว แล้วหนูไปรู้มาจากไหนลูก? เขาบอกเขาไปหาข้อมูลมา เขาไปศึกษามาว่าการแต่งกายของผู้หญิงเป็นไงบ้าง

 

เราก็ทึ่งนะ แบบเขาอยากรู้แล้วเขาก็ไม่ได้ถามเราอย่างเดียว แต่ไปหาคำตอบมาก่อนแล้วมาคุยกับเราว่ามันใช่อย่างนี้ไหม

 

ในส่วนของครู ก็จะมีคำถามมาบ้าง แต่ก็จะไม่ค่อยกล้าถามเท่าเด็ก แต่เวลาคุยกับเด็กครูก็จะมองฟังมาอยู่ด้วย พี่สามารถฟังได้ไหม?’ เราก็จะแบบ ได้เลยพี่ ฟังได้เลย รู้สึกประทับใจและในตัวเราเองก็ยังรู้สึกอยากจะเล่าให้เขาได้รู้

 

การที่เรามาอยู่ตรงนี้เราก็ได้เรียนรู้อะไรหลายๆอย่าง ตอนแรกเข้าใจว่าเราต้องปรับตัวยากแน่ ๆเลยในแง่ของการปฏิบัติตัว ไม่ได้ตั้งแง่แต่ก็มีคิดไว้แต่พอมาอยู่จริง ๆ ความเปิดรับของคนในพื้นที่กับตัวเราเองค่อนข้างที่จะปรับตัวเข้าหากัน และเราก็พร้อมที่จะตอบคำถามทุกอย่างที่เขาสงสัย ก็เหมือนได้เรียนรู้ไปพร้อม ๆกัน

 

เรื่องราวของมูนาเป็นตัวอย่างของความใฝ่รู้และช่างสงสัยของเยาวชนไทย ที่อยากทำความเข้าใจต่อศาสนาและเชื้อชาติที่หลากหลายในประเทศเรามากขึ้น ทั้งยังเป็นตัวอย่างของครูที่เปิดประตูนำความหลากหลายมาสู่โรงเรียนและชุมชนอย่างแท้จริง นักเรียนที่จากเดิมไม่ได้เข้าใจเรื่องศาสนานอกเหนือจากศาสนาที่ตัวเองนับถือ ก็ได้เรียนรู้ และได้ประสบการณ์เพิ่มเติมจากการได้ใกล้ชิดกับคนที่มีปูมหลังแตกต่าง ความเข้าใจและความสัมพันธ์ระหว่างกลุ่มคนต่างความเชื่อนี้แหละ คือสิ่งที่เราควรเสริมสร้างในชุมชนเพื่อลดความขัดแย้ง และความบาดหมางระหว่างกัน ซึ่งสามารถเริ่มต้นได้ผ่านการพัฒนาหลักสูตรการศึกษาด้านศาสนาที่หลากหลายและครอบคลุมมากขึ้นสำหรับนักเรียนไทย

 

การเรียนศาสนาเราจำเป็นต้องเข้าใจความแตกต่าง ไม่ตัดสินล่วงหน้า ต้องมีความเป็นกลาง

 

โดยบริบทแล้ว ทั้งในโรงเรียนรัฐบาล โรงเรียนมุสลิม โรงเรียนคริสเตียน ควรเน้นเป็นกลางครับ เพราะในสังคมแล้ว เราต้องเจอผู้คนหลากหลายศาสนาหรือแม้กระทั่งไม่นับถือศาสนานายอนุสรณ์ ยิ่งนอก หรือม่อน นักศึกษาคณะวิทยาลัยศาสนศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าว


เมื่อถามถึงวิธีแก้ไขที่จะทำให้ความแตกต่างทางศาสนามีบทบาทมากขึ้น น้องม่อนก็ได้ให้ความเห็นที่น่าสนใจว่า การที่เราจะได้เรียนรู้ถึงความหลากหลายทางศาสนา ส่วนตัวน่าจะเป็นการลงพื้นที่ไปพบปะกับคนที่นับถือศาสนานั้นจริงๆ อาจจะเป็นการจัดกิจกรรมให้นักเรียนไปศึกษาถึงวิถีชีวิตของศาสนานั้นๆ เช่น สุเหร่า โบสถ์ วัด ภายในชุมชนที่นักเรียนอาศัยอยู่ เพื่อเป็นการศึกษาความแตกต่าง และยังเป็นการสานความสัมพันธ์ระหว่างโรงเรียนและชุมชนด้วย

 

นี่ก็เป็นอีกหนึ่งในมุมมองของเยาวชนไทยที่แสดงให้เห็นว่าในระบบการศึกษาไทย ความเข้มข้นและความเข้าใจในเรื่องศาสนาที่แตกต่างยังมีความจำเป็นที่จะต้องพัฒนาต่อไปอีก แม้ว่าหลายๆคนจะกล่าวว่าเมืองไทยเป็นเมืองพุทธ แต่การรักษาความเป็นกลางในโรงเรียนและชุมชนเพื่อให้คนที่มีความแตกต่างได้รู้สึกเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับคนส่วนใหญ่ก็เป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้สังคมได้อยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข เพราะฉะนั้นแล้วนอกเหนือจากศาสนาที่ตัวเองนับถืออยู่ ก็ควรเรียนรู้วัฒนธรรม ความเชื่อต่างๆจากคนรอบข้างเราด้วย



RELATED POLLS


FEATURED IMAGES


RELATED STORIES

วัยรุ่น และจุดยืนทางการเมือง
READ MORE →

ARCHIVED STORIES

FILTER

LIST