การคุ้มครองเด็ก
เสียง (ที่ไม่ได้ยิน) ของคนในครอบครัว
29 เมษายน 2019
BY อติรุจ ดือแระ
Scroll to read more

STORY CONTINUES

เขียนโดย อติรุจ ดือแระ

กราฟฟิกโดย  ศุภโชค ทัยธิษา


เสียง(ที่ไม่ได้ยิน)ของคนในครอบครัว

เวลารู้สึกเหงาๆ เศร้าๆ หรือเพิ่งเจอกับเรื่องร้ายๆในชีวิตมา เชื่อว่าเพื่อนๆหลายคนเลือกพาร่างกายและหัวใจกลับไปที่ “บ้าน” เพื่อชาร์ทพลังงานชีวิตหรือเพื่อระบายปัญหาให้ใครสักคนในครอบครัวฟัง เพราะมั่นใจว่าพวกเขาเหล่านั้นคือคนที่รักเรามากที่สุด จึงน่าจะรับฟังเราโดยไม่เกิดอาการเบื่อหน่ายเหมือนกับคนอื่นๆ แต่หลายครั้งกลับต้องเจอกับความผิดหวัง เปล่าเปลี่ยว เหมือนตัวคนเดียว เมื่อคนในครอบครัวตอบสนองเราด้วยท่าทีเมินเฉยและห่างเหินกับเราเกินที่จะเล่าเรื่องสักเรื่องให้เขาฟัง  เคยตั้งคำถามกับตัวเองไหมว่าสถานการณ์แย่ๆเช่นนี้เกิดขึ้นในครอบครัวที่เคยสุขสันต์ของเราได้อย่างไร?

เสียงของเรื่องเล่าและความรักที่เเผ่วลง

ระหว่างนั่งดูรายการโทรทัศน์ ทำงานบ้าน หรือขณะนั่งรับประทานอาหารร่วมกับคนในครอบครัว ยังคงใช้ช่วงเวลาดีๆเหล่านี้พูดคุยถึงชีวิตของกันและกันอยู่ไหม? เคยเก็บเรื่องเล่าตลก มันส์ ฮา หรือเศร้าๆ ร้ายๆในแต่ละวันของชีวิตมาเล่าสู่กันฟังให้คนในครอบครัวรับรู้อยู่บ้างหรือเปล่า อาจเป็นเรื่องในโรงเรียน มหาวิทยาลัย บนรถเมล์ หรือในความฝันขณะนอนหลับ หากพฤติกรรมเช่นนี้ยังคงเกิดขึ้นสม่ำเสมอในครอบครัวของใคร ก็ต้องขอดีใจด้วย เพราะแสดงให้เห็นว่าครอบครัวยังคงมีสายสัมพันธ์ที่แน่นเฟ้นระหว่างกัน แต่หากรู้สึกว่าคนในครอบครัวของเราเองคุยกันน้อยลง และมักจะเก็บเรื่องราวชีวิตไว้เพียงลำพัง ก็ต้องขอเตือนด้วยความหวังดีว่านั้นคือสัญญาณบอกให้เราทราบว่า


“คนในครอบครัวของเราเองเริ่มมีโลกส่วนตัวมากเกินไป”


และหากปล่อยไว้ให้เป็นเช่นนี้ไปเรื่อยๆย่อมส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ของครอบครัวในระยะยาวแน่ จริงๆมีปัจจัยอยู่หลายประการที่จะสนับสนุนให้ครอบครัวของเราเป็นแบบประเภทที่สอง ผลจากการเปลี่ยนแปลงของระบบสังคม เศรษฐกิจ และเทคโนโลยี ความเจริญที่กระจุกตัวอยู่ในเมืองหลวงอย่างกรุงเทพฯ หรือเมืองใหญ่ๆ จะบีบบังคับให้เราต้องหนีทุ่งมุ่งเมืองเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีกว่า ใฝ่หาการศึกษาที่ครบครันมากกว่า รวมถึงงานที่มีตัวเลือกหลากหลาย ระยะห่างระหว่างเรากับพ่อแม่หรือญาติพี่น้องก็จะถูกถางให้กว้างและไกลขึ้น การพูดคุยชนิดพบหน้ากันตัวต่อตัวจะค่อยๆหายไป ตามระยะเวลาที่ห่างกัน นอกจากนี้สื่อออนไลน์ที่สมาชิกในครอบครัวซึ่งสร้างกรอบความเป็นส่วนตัวให้เพิ่มขึ้น ก็มีผลให้แต่ละคนคุยกันน้อยลง หลายครั้งจึงพบว่าสถานการณ์ชีวิตของสมาชิกภายในครอบครัวมักถูกสื่อผ่าน “โพสต์ในเฟซบุ๊ก” หรือบันทึกลง “สตอรี่ไอจี” มากกว่าที่จะเล่ากันผ่านปากต่อปาก ตัวต่อตัว

เสียงของความฝันที่ถูกปิดกั้น

“ความใฝ่ฝัน” เป็นสิ่งที่เราทุกคนมีเป็นของตัวเอง
เป็นเรื่องส่วนตัวและเป็นเสรีภาพทางความคิดที่ไม่ควรถูกกีดกัน บางคนฝันอยากจะเป็นครู ข้าราชการ
หรือนักธุรกิจ แต่บ่อยครั้งเราก็พบว่าเสียงของความฝันเหล่านั้น ไม่มีความหมายพอต่ออนาคตที่แท้จริงของเราเลย
เพราะมีคน(ที่หวังดี)จากในครอบครัว ทำหน้าที่แสดงบทบาทเป็นผู้กำกับเส้นทางฝันของเราอย่างเบ็ดเสร็จ มีเพื่อนของเราหลายคนที่ถูกจัดวางตารางชีวิตมาตั้งแต่เรียนชั้นประถมศึกษา กระทั่งจะเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยก็แทบจะไม่มีสิทธิ์เลือกคณะที่ใช่หรือมหาวิทยาลัยที่ชอบ แต่มักถูกครอบงำด้วยเหตุผลทางชื่อเสียงหรือค่านิยมของสังคมมากกว่า
ข่าวการฆ่าตัวตายของเยาวชนที่มีความฝันไม่ตรงกับความต้องการของพ่อแม่จึงมักปรากฏให้เห็นอยู่บ่อยครั้งโดย
เฉพาะในช่วงแอดมินชั่นเข้ามหาวิทยาลัย

"ความหวังดีที่เกินขอบเขตและไม่รับฟังเสียงแห่งเหตุและผลของสมาชิกในครอบครัว จึงคล้ายฉนวนหรือฟืนที่สามารถจุดไฟแห่งความขัดแย้งให้ลุกโชนขึ้นในครอบครัวได้เสมอ"


ประเด็นดังกล่าวนี้ไม่ได้เกิดขึ้นแต่เฉพาะในบริบทระหว่างพ่อแม่กับลูกเพียงเท่านั้น ความไม่ลงรอยทางคิดระหว่างสามีและภรรยาก็สามารถเกิดขึ้นได้

เสียงเเห่งความห่วงใยที่ไร้เวลา

เช้าตื่นมาลูกยังหลับ เย็นกลับจากที่ทำงานก็ตะวันลับขอบฟ้า ลูกๆก็เข้านอนกันหมดแล้ว เชื่อว่าวัฏจักรเช่นนี้ยังคงเกิดขึ้นในหลายครอบครัว โดยเฉพาะกับครอบครัวที่พ่อแม่ทำงานบริษัทหรือรับราชการซึ่งเป็นงานประจำที่กำหนดเวลาตายตัว
วันหยุดเสาร์อาทิตย์ก็มีอบรม สัมมนา เวลาที่จะพูดคุยอบรมลูกให้เติบโตเป็นคนดีจึงแทบจะไม่มีให้เลย ในทางตรงกันข้ามคนเป็นพ่อเป็นแม่ที่แก่ชราก็ถูกละเลยทางความรู้สึกห่วงใยเช่นกัน หลายคนอาจคิดว่าเวลาที่มีอยู่จำกัดในแต่ละวันควรถูกใช้เพื่อหาเงิน เพราะหากมีเงินหรือทรัพย์สินเพิ่มขึ้น ความสุขในครอบครัวก็จะตามมา กระทั่งคิดเลยเถิดไปถึงขั้นว่าเพียงให้เงินเดือนกับพ่อแม่ที่แก่ชราก็เพียงพอแล้วต่อการตอบแทนบุญคุณ ความรักและความห่วงใยจึงถูกตัดให้ขาดสะบั้นลง ในความเป็นจริง


"อย่างน้อยคำถามที่ดังขึ้นว่า “สบายดีไหม”หรือ “ทานอะไรหรือยัง” ก็น่าจะทำหน้าที่ได้ดีกว่าเพียงกระดาษที่ชื่อว่าเงิน"


ถึงตรงนี้คงพอจะทราบกันบ้างแล้วว่า “การรับฟังเสียงของคนในครอบครัว” มีความสำคัญมากแค่ไหน ผลที่เกิดจากการสร้างความรักความเข้าใจในลักษณะนี้จึงไม่เพียงแค่ส่งผลดีต่อความสัมพันธ์ที่ยืนยาวของคนในครอบครัวเท่านั้น
ในความเป็นจริงนี่คืออีกหนึ่งวิธีที่ยั่งยืนในการสร้างสังคมของเราให้น่าอยู่ เพราะเมื่อไหร่ที่สถาบันครอบครัวซึ่งเป็นหน่วยพื้นฐานที่เล็กที่สุดของสังคมสามารถสร้างบรรยากาศความรัก ความอบอุ่น และรับฟังเหตุและผลกันมากขึ้นแล้ว ปัญหาสังคมเช่น การติดการพนัน ยาเสพติด อาชญากรรมหรือการฆ่าตัวตายเพราะสิ้นหวังท้อแท้ก็คงจะลดระดับลงได้บ้าง “เปิดหู เปิดใจ และให้เวลากับคนในครอบครัว อย่าปล่อยให้ความห่วงใยของเราทำหน้าที่ในวันที่สายเกินไป วันที่ใครบางคนไร้ลมหายใจ ”

RELATED POLLS


FEATURED IMAGES


RELATED STORIES

โลกออนไลน์: คุณไม่ได้เป็นเจ้าของสิ่งที่คุณโพสต์
READ MORE →

ARCHIVED STORIES

FILTER

LIST