การศึกษา
เมื่อการศึกษาควรเป็นเรื่องของคนเรียน
19 มีนาคม 2019
BY นันทิศา แดงนรรักษ์รัศมี
Scroll to read more

STORY CONTINUES

เขียนโดย: นันทิศา แดงนรรักษ์รัศมี 

ภาพประกอบโดย: ศุภโชค ทัยธิษา


ทำไมทุกคนต้องเรียน เรียนไปเพื่ออะไร... คำถามง่าย ๆ แต่หลายคนกลับตอบไม่ได้ ฉันเคยได้รับคำตอบหลากหลายจากทั้งเพื่อน รุ่นพี่ รุ่นน้องหลาย ๆ คน ลูกศิษย์สมัยฝึกสอน แต่ที่ฟังแล้วรู้สึกเจ็บปวดที่สุด คือมีบางคนบอกว่า ไม่จำเป็นต้องคิดอะไรเยอะ เพราะเดี๋ยวพอถึงเวลาผู้ปกครองก็สั่งให้ทำตามที่วางแผนเอาไว้ให้ ถึงคิดอะไรไปก็ทำไม่ได้อยู่ดี

                แต่ถ้าอยู่ดี ๆ จะให้โอกาสนักเรียนและนักศึกษาได้เลือกออกแบบการศึกษาเองเลย ก็อาจจะมีปัญหาใหม่ตามมา เพราะถึงแม้จะมีอิสระในการเลือกสิ่งที่้ต้องการเรียนรู้มากขึ้น แต่พวกเขาก็ไม่เคยรู้มาก่อนว่าตัวเองชอบหรือไม่ชอบอะไร ถนัดหรือไม่ถนัดอะไร เพราะที่ผ่านมามีหน้าที่แค่ทำตามระบบที่ถูกกำหนดมาให้ไปเรื่อย ๆ แม้แต่วิชาความรู้ต่าง ๆ ที่เราเรียนอยู่ในโรงเรียน เมื่อถูกตั้งคำถามว่าทำไมเราต้องเรียนมากขนาดนี้ เรียนไปเพื่ออะไร บางอันไม่ได้ใช้ในชีวิตประจำวันด้วยซ้ำ คำตอบที่ฉันและเชื่อว่าอีกหลายคนเคยได้รับ มีตั้งแต่เรียนเพื่อไปใช้สอบเข้ามหาวิทยาลัย เรียนจบจะได้ได้งานดี  ไปจนถึงเพื่อจะได้เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ ซึ่งแม้จะฟังดูดีแต่ก็รู้สึกเป็นอุดมคติเสียจนจับต้องไม่ได้

                ในฐานะที่เป็นตัวแทนของวัยรุ่นคนหนึ่งที่เพิ่งผ่านพ้นชีวิตในรั้วมหาวิทยาลัยมาไม่นาน ฉันมองว่าการศึกษาไม่ควรมีค่าแค่เพื่อใช้สอบเข้า หรือใช้เพื่อฝ่าฟันแข่งขันในตลาดแรงงานอย่างเดียว แต่ควรช่วยให้ผู้เรียนได้ค้นหาศักยภาพ เห็นคุณค่าในตัวเอง มันควรช่วยให้เรารู้ว่าตัวเองรักชอบ หรือมีความสามารถด้านไหน นำไปต่อยอดได้อย่างไร ด้วยวิธีไหน จนกระทั่งเราสามารถประสบความสำเร็จและเป็นคนที่มีคุณภาพของสังคม แม้ว่าสิ่ง ๆ นั้นอาจไม่ใช่กระแสหลักที่คนส่วนมากชอบ

                “หนูคาดหวังว่าจะได้พัฒนาตัวเองจากการไปโรงเรียน ได้เรียนรู้อะไรใหม่ ๆ เพราะว่าเราอยากจะเป็นคนมีคุณค่าในโลกใบนี้ เราอยากจะพัฒนาตัวเองให้มันไปถึงศักยภาพที่เราควรจะมี สามารถส่งต่อให้กับสังคมต่อไป แต่ว่าพอเราเข้าไปในระบบการศึกษาจริง ๆ มันกลับกลายเป็นว่ารู้สึกฝันสลายว่าทำไมเข้าไปแล้วก็ไม่ได้มีปากมีเสียงในสังคม สุดท้ายเขาก็ไม่ได้สนใจว่าเราจะคิดอย่างไร รู้สึกอย่างไร เราตามทันไหมในห้องเรียน เราได้เรียนในเรื่องที่เราสนใจหรือเปล่า เอาไปต่อยอดอย่างไรได้บ้าง” นั่นคือสิ่งที่แบม ธัญชนก คชพัชรินทร์ (Thanchanok Koshpasharin) สาวน้อยวัย 18 ปี หนึ่งในกลุ่มการศึกษาเพื่อความเป็นไท (Education for Liberation of Siam) กล่าว เมื่อฉันได้มีโอกาสพูดคุยกับเธอ ในฐานะที่แบมเป็นหนึ่งในกลุ่มเยาวชนคนรุ่นใหม่ที่ต้องการเห็นความเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นรูปธรรมในระบอบการศึกษาไทย

                แต่การแก้ไขคงเป็นไปได้ยาก หากความเคยชินบางอย่างยังไม่ถูกปรับเปลี่ยนในสังคมเรา 

                พ่อแม่จำนวนมากมีความรักและห่วงลูก พยายามวางแผนชีวิตให้ลูกทั้งหมดตั้งแต่เกิด จนลืมถามความต้องการว่าอะไรคือความสุขของลูก พวกเขามีความเชื่อว่าสิ่งที่ผู้ใหญ่คิดจะต้องดีกว่าเด็กซึ่งมีประสบการณ์น้อยกว่า ประกอบกับ วัฒนธรรมแบบไทย ๆ ที่ชอบเด็กอ่อนน้อมถ่อมตน เชื่อฟังผู้ใหญ่ ว่าง่าย ก็ยิ่งทำให้เด็ก ๆ จำเป็นต้องเก็บความต้องการ ศักยภาพ รวมถึงความฝันของตัวเองเอาไว้หากไม่ตรงกับสิ่งที่พ่อแม่วาดฝันไว้

                เมื่อถึงวัยเข้าโรงเรียน นักเรียนมักได้พบเจอกับวิชาบังคับจำนวนมาก ซึ่งมักเน้นไปที่ทฤษฎีและการท่องจำเพื่อการสอบแข่งขันอย่างเดียว จนทำให้เกิดการตั้งคำถามกันมารุ่นต่อรุ่น ตั้งแต่ก่อนรุ่นพี่ของฉัน มารุ่นฉัน และล่วงเลยมาจนถึงน้อง ๆ รุ่นใหม่อย่างแบม ก็ยังคงตั้งถามในสิ่งเดียวกันอยู่ ว่าเรื่องนี้หรือวิชานี้ เราเรียนเพื่ออะไร บางอย่างก็ล้าสมัยเกินไปไหม แต่วิชาเรียนที่ช่วยส่งเสริมทักษะใหม่ ๆ ที่เข้ากับยุคปัจจุบันกลับมีไม่เพียงพอ มีเรื่องขำขันเกี่ยวกับวิชาภาษาอังกฤษว่าเด็กไทยเก่งไวยากรณ์มากกว่า แต่พอให้สนทนากันจริง ๆ กลับพูดไม่ได้ สิ่งนี้เป็นตัวสะท้อนอย่างดีว่าระบบพยายามคิดแทนว่า “ต้องให้ความรู้เรามาก ๆ แต่ไม่ได้สนใจสักเท่าไหร่ว่า รู้มากแล้วเอาไปใช้ทำอะไรได้ สอบเสร็จก็ถือว่าแล้วกัน หายไปจากสมองหมด

                ต้องไม่ลืมว่าวัยรุ่นและเยาวชนย่อมเห็นปัญหาที่เกิดขึ้นได้ชัดเจนยิ่งกว่าผู้ใหญ่ เพราะนี่คือเรื่องที่พวกเราต้องพบเจอและต้องอยู่กับมันทุกวัน ได้เห็นบางแง่มุมที่แม้แต่ผู้ใหญ่ก็อาจไม่เคยมองเห็น เพราะไม่เคยต้องมาอยู่ในสถานการณ์แบบเดียวกัน สำหรับวัยรุ่นและเยาวชนแล้วทฤษฎีในการออกแบบการศึกษาที่ดีนั้น ต้องเหมาะสมกับสภาพการณ์จริงภายในห้องเรียน และสามารถนำพาพวกเราไปสู่การพัฒนาตนเองอย่างแท้จริง ดังนั้นการศึกษาในประเทศไทยจึงควรเป็นบริการที่ตอบโจทย์พวกเราอย่างตรงจุด และคำนึงถึงความต้องการที่พวกเราคอยส่งเสียงร้องขอผ่านช่องทางต่าง ๆ เช่น เครือข่าย U-Report Thailand ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มที่ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของเยาวชนเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงโดยเสียงของเยาวชนอย่างแท้จริง เป็นต้น ซึ่ง U-Report ได้เคยจัดทำโพลสำรวจความคิดเห็นเยาวชนจากทั่วประเทศ อายุระหว่าง 13-24 ปี  เรื่อง “หลักสูตรที่เยาวชนอยากเห็นในห้องเรียน” มีผู้ตอบโพลจำนวน 1,874 คน ที่ระบุว่าเยาวชนส่วนใหญ่ไม่พอใจหลักสูตรที่เรียน โดยให้เหตุผลว่าเพราะหลักสูตรไม่สามารถใช้ในชีวิตประจำวันได้

                ครูเองก็มีบทบาทสำคัญมากในการบ่มเพาะประสบการณ์การเรียนที่ดีแก่เยาวชน ฉันเคยเจอครูที่สอนด้วยวิธีแบบเก่า แบบที่สอนแล้วให้ฟังอย่างได้เดียว ห้ามพูดห้ามถามอะไรทั้งสิ้น บรรยากาศแบบนี้ไม่เอื้อให้เกิดการมีส่วนร่วมเพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างกัน เพราะเหมือนครูคิดแทนไปแล้วว่าสิ่งที่ครูให้นั้นดีที่สุด จึงไม่ควรมีข้อโต้แย้งใด ๆ อีก หรือบางคนอาจไปเจอครูที่สอนเน้นเนื้อหาจนไม่น่าสนุก ทำให้รู้สึกเบื่อ และเมื่อนำไปเทียบกับติวเตอร์นอกโรงเรียนซึ่งไม่ถูกควบคุมโดยระบบส่วนกลาง ก็ยิ่งเห็นชัดว่ากรอบการเรียนการสอนที่ระบบส่วนกลางได้กำหนดไว้ เป็นเหตุให้นักเรียนหมดกำลังใจในการฝักใฝ่หาความรู้ หรือต้องการมีส่วนร่วมในห้องเรียน

                วิธีการเหล่านี้อาจเคยเหมาะสมและใช้ได้ดีในยุคศตวรรษที่ 20 ซึ่งมีการทำงานแบบตามสายพาน ผู้คนไม่จำเป็นต้องตั้งเป้าหมายอะไร เรียนจบขอแค่มีงานทำก็จบ ทำตามระบบที่ถูกกำหนดไว้ไปเรื่อย ๆ แต่ปัจจุบันมันไม่เพียงพออีกต่อไป ศตวรรษที่ 21 เต็มไปด้วยทางเลือกมากมาย แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องการคนที่มีทักษะครอบคลุมหลายด้าน โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับความยืดหยุ่นทางความคิดสูง ดังนั้นเมื่อยังฝืนใช้รูปแบบและเนื้อหาการเรียนการสอนแบบเดิม ๆ ผลคือวัยรุ่นเยาวชนจำนวนมหาศาลขาดทักษะสำคัญในการทำงานและดำเนินชีวิตที่จำเป็นต้องมีในยุคนี้หลายประการ เมื่อเทียบกับวัยรุ่นเยาวชนประเทศอื่น ๆ นั่นก็คือ ทักษะการเรียนรู้และนวัตกรรม คิดสร้างสรรค์ มีวิจารณญาณ แก้ปัญหาเป็น ทักษะสารสนเทศ รู้เท่าทันสื่อ รอบรู้เทคโนโลยีสารสนเทศ ฉลาดสื่อสาร ทักษะชีวิตและอาชีพ มีความยืดหยุ่น รู้จักปรับตัว ริเริ่มสิ่งใหม่ รู้จักเข้าสังคม เรียนรู้วัฒนธรรม หรือที่เรียกว่า “ทักษะแห่งศตวรรษที่ 21” ทักษะเหล่านี้ต่างหากที่จะกลายเป็นไพ่เด็ดที่จะตัดสินชี้ขาดว่าใครจะได้รับโอกาสที่ดีกว่ากัน

                จะดีแค่ไหนหาก “ระบบการคิดแทนกัน” จะหายไป และแทนที่ด้วยการ “รับฟังและเชื่อใจกัน” มากขึ้น

                เริ่มจากภายในครอบครัวที่ควรให้ความเชื่อว่าวัยรุ่นและเยาวชนเป็นบุคคลที่มีความสามารถและความคิดคนหนึ่ง ที่พร้อมรับฟังอย่างเข้าใจด้วยเหตุผล พร้อมให้โอกาสได้ลองผิดลองถูกโดยไม่ตัดสินไปก่อน ให้อิสระและการมีส่วนร่วมในการตัดสินใจเรื่องต่าง ๆ ในบ้านมากขึ้น ซึ่งเป็นวิธีการที่สอดคล้องกับจิตวิทยาการดูแลเด็ก

                ควบคู่ไปกับที่โรงเรียนซึ่งควรปรับจากการป้อนความรู้มากมายเน้นผลลัพธ์สุดท้ายและเน้นการทำรูปเล่มรายงานเป็นหลัก มาเป็นการสอนเชิงกระบวนการที่มุ่งเน้นไปที่การพัฒนาทักษะ และสิ่งที่ได้จากการทำงานหรือจากประสบการณ์จริงด้วยตนเองนอกห้องเรียนตามที่ผู้เรียนสนใจและได้มีส่วนร่วมในการออกแบบ เช่น กระบวนการเรียนรู้ผ่านการทำโปรเจ็กต์ (project-based learning) ในหัวข้อที่ตัวเองสนใจ ซึ่งผลจากโพลสำรวจของ U-Report Thailand ซึ่งมีผู้ตอบมากกว่า 1,600 คน พบว่ามีเยาวชนมากถึง 47% ที่ตอบว่าชอบและอยากให้มีการจัดการเรียนรู้แบบนี้

                ในความเป็นจริงแล้ว ระบบส่วนกลาง เป็นสิ่งที่น่าจะมีการเปลี่ยนแปลงได้ยากที่สุด แต่หากสามารถเสนอได้อย่างอิสระก็อยากเสนอให้ครูที่เคยผ่านการสอนในชั้นเรียนจริง รวมถึงนักเรียน ได้มีส่วนร่วมในการเขียนหลักสูตรใหม่กับกระทรวงศึกษาธิการ และควรเปิดโอกาสให้วัยรุ่นมีการทำงานร่วมกับผู้บริหารภายในโรงเรียนหรือมหาวิทยาลัยมากขึ้น แต่เรื่องที่ค่อนข้างเร่งด่วนกว่านั้น คือการออกแบบระบบการสอบเข้ามหาวิทยาลัย ซึ่งเป็นที่น่าสังเกตว่าในช่วง 10 กว่าปีมานี้มีการเปลี่ยนแปลงหลายครั้งมาก แต่กลับมีปัญหาหนักขึ้นเรื่อย ๆ ทุกปี โดยหากเราเข้าไปหาข้อมูลจากเว็บไซต์และสื่อสังคมออนไลน์ต่าง ๆ จะพบว่ามีการวิเคราะห์ และความคิดเห็นจากวัยรุ่นเยาวชนจำนวนมากที่มีต่อระบบการศึกษาปัจจุบันซึ่งมีมาต่อเนื่องเป็นเวลาหลายปี โดยแสดงถึงความพยายามที่จะมีส่วนร่วมอยู่เสมอ แต่ก็ดูเหมือนเสียงเหล่านี้จะส่งไปไม่ค่อยถึงผู้กำหนดนโยบายเท่าที่ควร นอกจากนี้ การสอบไม่ควรยึดโยงกับเรื่องของการประเมินโรงเรียน แล้วเวลาสอบเข้าสถาบันการศึกษาต่างๆ เช่น มหาวิทยาลัย จะดีกว่าไหมถ้าเราสามารถไปยื่นพอร์ตโฟลิโอได้โดยตรงเหมือนอย่างที่ประเทศสิงคโปร์กับฟินแลนด์ โดยไม่ต้องมีการสอบส่วนกลางมากดดันให้เครียดกับผลคะแนนเกินไป อีกอย่างคือก่อนจะเอาหลักสูตรใหม่มาใช้จริงทุกครั้งควรผ่านการเห็นชอบจากผู้เรียนมากกว่าครึ่งหนึ่งก่อนเสมอ”

                ฉันทราบดีว่าสิ่งที่เสนอไว้เป็นเรื่องที่ยากและอาจใช้เวลานานมาก แต่ฉันเชื่อว่า หากมีความพยายามในการแก้ปัญหาด้านการศึกษาอย่างแท้จริง และมีการลงมือทำ ทุกอย่างย่อมสามารถเกิดขึ้นได้ แล้วความหวังที่วัยรุ่นและเยาวชนของเราจะเป็นผู้มีความสุขในตัวเอง และมีศักยภาพพร้อมทั้ง ทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 ที่ใช้ได้ทั้งในการทำงานและชีวิตส่วนตัว ก็จะไม่ใช่เรื่องที่ห่างไกลอีกต่อไป


RELATED POLLS


FEATURED IMAGES


RELATED STORIES

ตัวอย่างการใช้เทคโนโลยีในการเสริมสร้างเรียนรู้ของเด็กๆ: กรณีศึกษา เกม POKÉMON GO
READ MORE →

ARCHIVED STORIES

FILTER

LIST