U-REPORT ACTIVITY
เรื่องเล่าผ่านละคร สะท้อนมุมมองเยาวชน
1 สิงหาคม 2018
โดย นันทิศา แดงนรรักษ์รัศมี U-REPORT CONTENT WRITER
เลื่อนเพื่ออ่านเพิ่มเติม

อ่านเรื่องราวต่อ

เขียนโดย: นันทิศา แดงนรรักษ์รัศมี U-Report Content Writer

สำหรับคนที่ชีวิตไม่เคยเกี่ยวข้องกับวงการบันเทิงเลยแม้แต่น้อย (ยกเว้นพวกงานเขียนนะ)  พอได้ยินว่าตัวเองได้รับโอกาสให้ไปเข้าร่วมค่ายประกวดละครเยาวชน“Act out loud x U-Report ตอน เสียงของเยาวชน” อย่างใกล้ชิดในฐานะตัวแทนจากยูรีพอร์ต เพื่อนำประสบการณ์มาแบ่งปันต่อเพื่อนๆ  ก็รู้สึกดีใจ  แต่ลึกๆก็มีความกดดันอยู่  เพราะเป็นเรื่องที่ใหม่สำหรับเรามาก  แต่พอได้ไปแล้วก็รู้สึกว่าสนุกมาก  เลยอยากเอาเบื้องหลังเก็บมาเล่าให้ฟัง

            ค่าย Act out loud ในปีนี้ถือเป็นปีที่ ซึ่งแอบมีความพิเศษกว่าทุกปี ตรงที่เป็นการประกวดละครเวทีในระดับอุดมศึกษา  ต่างจาก ปีก่อนหน้าที่เป็นการประกวดระดับมัธยมฯ  ธีมหลักคราวนี้คือเรื่อง เสียงของเยาวชน  ที่เป็นการสื่อให้เห็นถึงพลังอันเข้มแข็งและสร้างสรรค์ของเด็กวัยนี้ที่ผู้ใหญ่ไม่ควรมองข้าม  ซึ่งทุกทีมจะต้องเขียนบทละครที่หยิบยกผลโพลของU-Report ที่เก็บข้อมูลคำตอบจากเยาวชนไทยทั่วประเทศเอาไว้  และนำมาบอกเล่าหรือสะท้อนอย่างตรงไปตรงมาและสร้างสรรค์ เพื่อกระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในสังคม 

            เยาวชนที่ผ่านการคัดเลือกมีทั้งหมด19 ทีมจาก 18 มหาวิทยาลัยทั้งในและต่างประเทศ ทีมที่ผ่านการคัดเลือกก็จะได้เข้าร่วมกิจกรรม work shop เกี่ยวกับศิลปะการแสดงในด้านต่างๆ จากวิทยากรผู้เชี่ยวชาญ เพื่อเสริมทักษะและพัฒนาผลงานก่อนการประกวดจริง  และทั้งหมดนี้ไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ  คุ้มสำหรับคนที่ได้เข้าร่วมมากๆ โอกาสแบบนี้ไม่ได้มีง่ายๆ  และถ้าลงเรียนเอง  ราคาต่อคอร์สก็สูงมาก

            เช้าวันแรกของการเปิดค่าย มี work shop การเขียนบทละคร เขียนอย่างไรจึงจะดึงดูดคนดู  ในยุคที่ผู้คนเข้าถึงสื่อต่างๆได้มากและเร็ว ใช้เวลากับรายละเอียดน้อยลง  สิ่งที่นักเขียนบทที่ดีต้องมีคือการไม่เวิ่นเว้อ เข้าเรื่องให้ไว  หมดเวลาสำหรับการปูเรื่อง  วิธีนั้นเก่าไปแล้ว สิ่งสำคัญคือทำอย่างไรถึงจะทำให้คนดูคิดและอยากติดตามต่อ  มีเรื่องราวติดอยู่ในใจแม้จะจบไปแล้วก็ยังหยุดคิดไม่ได้ จนสุดท้ายยอมเพิ่มเวลาดูมากขึ้นเอง  และไม่ใช่แค่ภาพรวมทั้งเรื่องเท่านั้น  ที่ต้องมีปมและการเฉลย  แม้แต่ในระดับเบรกเล็กๆก็ต้องมีการผูกปมเล็กๆซ้อนเข้าไปอีกชั้นด้วย ละครหลายๆเรื่องที่ประสบความสำเร็จมักจะมีส่วนประกอบแบบนี้

            ตลอดสามชั่วโมงคือการเข้าไปอยู่ในโลกของจินตนาการและประสบการณ์ของตัวเราเอง จากการร่วมเป็นส่วนหนึ่งของชั้นเรียน  อย่างหนึ่งที่เราค้นพบคือคนเราทุกคนต่างก็มีโลกอีกใบ ที่เราเก็บซ่อนมันไว้ และไม่ได้ทำความรู้จักกับมันอย่างแท้จริง  work shop ในครั้งนี้พาเราย้อนกลับไปปัดฝุ่นใหม่ เอารายละเอียดและความรู้สึกทั้งหมดกลับมาพิจารณาแบบเสมือนจริงอีกครั้ง  บางอย่างเราแปลกใจตัวเอง  เราเจอสิ่งที่เราไม่เคยรู้ว่าตัวเองมี บางอย่างที่เราไม่เข้าใจในตอนนั้น  ตอนนี้กลับเข้าใจมันทั้งหมด  หลักของการแสดงมันไม่อยากเลย  คิดภาพและดึงทุกอย่างมาสู่ตัวเรา  มองลึกเข้าไป รู้สึกเข้าไปจนมันจริงถึงที่สุด แล้วสะท้อนออกมาผ่านท่าทาง  เปิดใจกว้าง  และยอมรับมันอย่างจริงใจที่สุด  ไม่มีถูกไม่มีผิด  ไม่มีขีดจำกัด  ไม่มีการวัดค่าจากสังคมเข้ามาขีดคั่น เปิดใจให้กับทุกอย่างไม่ว่าจะดีหรือไม่  เพราะในความเป็นจริงเราเลือกตัวละครแบบเดียวไม่ได้  และทุกตัวละครก็มีความคิดและปูมหลังในการทำสิ่งต่างๆเป็นของตัวเอง  ถ้าทำได้ตามนี้  เราจะพบความมหัศจรรย์บางอย่างของโลกอีกใบภายในตัวเอง มีคำพูดหนึ่งของคุณครูที่คิดว่ามันจริงมากๆ

            บางทีโลกของการแสดง กลับจริงกว่าโลกภายนอกซะอีก

             เวิร์คช็อปหนึ่งที่ประทับใจมาก คือ ละครเพื่อการพัฒนา ซึ่งสอนว่าละครสามารถทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงจากเรื่องเล็กๆ อย่างพัฒนาการในตัวผู้แสดง  ไปสู่เรื่องใหญ่คือกระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนแปลงความคิดหรือเรื่องราวต่างๆในสังคม  สำหรับเรื่องความอลังการของชุดหรือฉากนั้นจะน้อยกว่าปกติ เพราะเน้นสะดวกในการเคลื่อนย้ายเข้าถึงผู้คนทุกพื้นที่มากกว่า  จากการเข้าร่วมสังเกตการณ์สิ่งหนึ่งที่เราได้เห็นคือไม่มีการใส่อะไรมาลอยๆแบบไร้เหตุผล  ทุกอย่างคือการจงใจสื่อสารต่อผู้ชมทั้งนั้น เป็นพื้นฐานของการทำละครทุกแบบ

            จากนั้นก็เป็นแบบฝึกหัดให้เพื่อนๆได้แลกเปลี่ยน แสดงความคิดเห็นและแก้ไขกันเดี๋ยวนั้น  ทุกคนให้ความร่วมมือ สนุกและรักที่จะมีส่วนร่วม  มีหัวใจของการแบ่งปัน  กล้าที่จะให้และรับฟังคำวิจารณ์ สำหรับเด็กเรียนครูอย่างเราพอได้มาเห็นแบบนี้ก็รู้สึกทึ่งนะ  เพราะนี่คือการสอนแบบมีนักเรียนเป็นศูนย์กลาง ที่ประสบความสำเร็จดีจริงๆ แต่นั่นอาจเป็นเพราะทุกคนคือคนละคร  ที่พร้อมจะเปิดรับความเป็นตัวตนของเพื่อนทุกคนมากกว่าคนทั่วไปด้วยหรือเปล่านะ

เช้าวันต่อมาเป็นวันซ้อมใหญ่ ช่วงบ่ายมีคุณ  พีช  พชร  จิราธิวัฒน์ นักแสดงวัยรุ่นชื่อดัง  มาเวิร์คช็อป บอกเล่าประสบการณ์และให้คำแนะนำเรื่องการแสดงกับทุกทีมด้วย ซึ่งเรื่องราวที่คุณพีชเล่านั้นก็จะเป็นเชิงลึกที่น่าสนใจมากๆ  อย่างเช่นเรื่องความต่างของรากฐานการแสดงระหว่างตะวันตกที่รู้สึกจากข้างในแล้วแสดงออก กับตะวันออกโดยเฉพาะในไทยเราที่ในยุคหนึ่งนักแสดงมักถูกคัดเลือกจากคนหน้าตาดี  แต่อาจไม่ได้มีพื้นฐานทางการแสดงที่ดีมาก่อน  จึงทำให้เกิดการแสดงแบบผิดๆ และเป็นภาพจำแบบผิดๆมาจนทุกวันนี้  (แต่ก็ยังมีคนส่วนหนึ่งที่ชอบแบบนี้เลยทำให้ยังขายต่อได้)

วันประกวดจริงมีคนมาเยอะมากๆ จนที่นั่งปกติไม่พอ  ต้องเปิดชั้น เพิ่ม หลายๆทีมวันซ้อมอาจไม่เด่นมาก  แต่มาเฉิดฉายเอาวันจริงก็มี แล้วบรรยากาศของผู้ชมนั้นมีผลต่อการอินหรือไม่อินด้วยนะ เพราะเวลาดูตอนซ้อมมีคนนิดเดียวบางเรื่องก็รู้สึกเข้าถึงได้จริงๆ  เครียดตาม  กลัวตาม แต่พอมาเล่นต่อจากเรื่องที่มีความคอมเมดี้ทำให้ผู้ชมจ้องแต่จะขำเอาลูกเดียว

สำหรับใครที่ไม่เคยไปดูละครเวทีในโรงละครจริงๆ อยากให้ลองหาโอกาสไปดูสักครั้ง  ในทีวีไม่เหมือนของจริงเลย  มันจะมีทั้งบรรยากาศ  ความกว้างขวาง ความมืด  และพลังบางอย่าง  ที่ส่งมาจากนักแสดง  หรือจากบนที่นั่ง  ซึ่งทีวีหรือไลฟ์สดไม่มีทางให้ความรู้สึกแบบนี้ได้

สุดท้ายทีมที่ได้รับรางวัลชนะเลิศ เป็นทีมที่แสดงเดี่ยว  คือคุณไมค์ พันธกิจ  หลิมเทียนลี้  จากมหาวิทยาลัยศรีนครินทร์วิโรฒ ที่เลือกเอาผลโพลยูรีพอร์ตเรื่องเพศ  เกี่ยวกับปัญหาเรื่องการพูดคุยเรื่องเพศสัมพันธ์กับครอบครัวที่บางบ้านไม่เปิดกว้าง หรือยังมีอิทธิพลของวัฒนธรรมเก่าที่ทำให้วัยรุ่นเองก็ไม่กล้าปรึกษาพ่อแม่มาแสดงเป็นละครเดี่ยว(ที่มีลูกเล่นเยอะมาก และเอาคนดูอยู่ทั้งเรื่อง) โดยเขาพูดถึงประสบการณ์ส่วนตัวที่อยากคุยกับพ่อเรื่องถุงยางอนามัย แต่กลับโดนปิดกั้นและต่อว่า ทำให้เขาอยากเชิญชวนให้คนไทยเข้าใจว่าเรื่องเพศเป็นเรื่องธรรมชาติ ที่สังคมเราควรให้การยอมรับและคุยกันได้อย่างเปิดเผยมากขึ้น 

ส่วนทีมที่ได้รับรางวัลรองชนะเลิศอันดับหนึ่ง คือทีมThe smart จากมหาวิทยาลัยศรีปทุม ขอนแก่น  ที่เลือกเอาโพลเรื่องความรุนแรงทางจิตใจในสถานศึกษา มาทำเป็นละครเพื่อสื่อถึงการทำร้ายจิตใจผู้อื่นด้วยคำพูดบนโลกออนไลน์และในห้องเรียน

รางวัลรองชนะเลิศอันดับสอง ตกเป็นของทีม TSU Drama จากมหาวิทยาลัยทักษิณ ที่เลือกเอาปัญหาเรื่องความรุนแรง  รวมถึงการท้องในวัยเรียน และทัศนคติของสังคมต่อเรื่องนี้โดยเฉพาะในสถานศึกษามาผสมผสานทำให้ได้เรื่องราวที่มิติมาก (เข้มข้นและเหมือนจริงซะจนทีมตัวแทน U-report ของเราเก็งกันเองให้ว่าต้องได้สักรางวัลแน่ๆ  แล้วก็ได้จริงๆ) และยังมีการเอาท่ารำมโนราห์มาประยุกต์ได้สวยงามมากๆ  

ในช่วงพัก มีโอกาสคุยกับเพื่อนๆหลายทีม ส่วนใหญ่พูดตรงกันว่าที่มาร่วมการประกวดครั้งนี้เพราะต้องการพัฒนาทักษะ เป็นการเปิดมุมมองใหม่ๆให้ตัวเอง  รวมถึงอยากเป็นกระบอกเสียงเล็กๆ ให้สังคมและผู้ใหญ่ได้รับรู้  อย่างเช่นทีม CPM จากมหาวิทยาลัยศรีปทุม ขอนแก่น  ที่เลือกเอาเรื่องคดีล่าเสือดำ  ซึ่งอยู่ในโพลเรื่องคอร์รัปชั่น มาทำเป็นละครประกวดในวันนี้ ทีม  โสภี  จากสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์  ที่เลือกปัญหาเรื่องการศึกษา  ที่เด็กส่วนใหญ่มักถูกขัดขวางหากต้องการเรียนในสาขาอาชีพที่ไม่เป็นที่กระแสนิยมหรือดูแล้วน่าจะมีรายได้น้อย และที่ขาดไม่ได้ คือเพื่อนๆจาก ม.ทักษิณ  ที่กล้าแตะประเด็นแรงๆแบบเรื่องการท้องในวัยเรียน  บอกว่าเอาเรื่องราวเหล่านี้มาจากประสบการณ์ที่คนในทีมได้พบเจอ

เสียงของทุกคนมีค่า รวมถึงเสียงเล็กๆที่ทุกคนโหวตในโพลของU-Report ด้วย ซึ่งตามปกติทุกเสียงจะถูกเสนอไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อเสนอให้เกิดการแก้ไข  แต่ในคราวนี้  เสียงในโพลของทุกคนถูกเอามาทำเป็นการแสดงโดยเพื่อนเยาวชนด้วยกัน  เพื่อกระตุ้นให้เกิดการรับรู้ในวงกว้าง  ให้ผู้คนกล้าพูดถึง กล้ายอมรับ  และกล้าที่จะแก้ไขในที่สุด ทุกสิ่งทุกอย่าง เริ่มจากการ “เปิดใจกว้าง และยอมรับมันอย่างจริงใจที่สุด”  นั่นเอง   

ดูวิดิโอภาพบรรยากาศงานได้ด้านล่างค่ะ



โพลที่เกี่ยวข้อง

ไม่มีโพลที่เกี่ยวข้อง

รูปภาพแนะนำ


เรื่องราวที่เกี่ยวข้อง

ไม่มีเรื่องราวที่เกี่ยวข้อง

เรื่องราวที่ถูกจัดเก็บ

ตัวกรอง

รายการ